วิธีการของ Smart Brain

การเรียนหลักสูตรสมาร์ท เบรน

หลักสูตรสมาร์ท เบรน ริ่มจากการคำนวณโดยใช้นิ้วมือซึ่งสามารถกระตุ้นให้เด็กได้เรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างการเคลื่อนไหวของมือและการทำงานของจิต ซึ่งจะทำให้เด็กมีสมาธิมากขึ้น

การเรียนเบื้องต้น จะให้เด็กฝึกทักษะการใช้กฎเกณฑ์และกระบวนการการใช้ลูกคิดในการ หาคำตอบเพื่อนำไปสู่การคิดเลขในใจ โดยอาศัยการจินตภาพลูกคิดในการทำแบบฝึกหัดของเด็ก จะต้องแทนตัวเลขด้วยเม็ดแต่ละเม็ดในลูกคิดทักษะการคิดเลขในใจของเด็กจะ ยิ่งพัฒนาขึ้นเรื่อยๆตามลำดับและการจินตภาพลูกคิดจะใช้เวลาน้อยลงในการเรียนขั้นสูงขึ้น เด็กจะมีทักษะในการคิดเลขได้รวดเร็วอย่างน่าอัศจรรย์

รูปแบบการฝึกฝน

ฝึกการคำนวณจากโจทย์ที่มองเห็น – แบบฝึกหัด (VIEWING)
การใช้ตัวเลขที่เห็นมาสร้างเป็นภาพจำนวนลูกคิด เพื่อการคำนวณตัวเลขนั้นๆ

ฝึกการคำนวณตามคำบอก (DICTATION)
เราเรียกวิธีนี้ว่า การคำนวณตัวเลขโดยการฟัง คือมีผู้บอกตัวเลขที่ต้องการจะให้คำนวณแล้วให้ผู้คำนวณคำนวณตามคำบอกนั้นๆ

ฝึกการคำนวณตามคำบอก–สร้างโจทย์และคำนวณด้วยตัวเอง (SILENTDICTATION)
คือผู้คำนวณจะเป็นผู้บอกตัวเลขด้วยตัวเองโดยไม่มีการเตรียมตัวเลขมาก่อน และแสดงการคำนวณโดยการจินตภาพลูกคิดตามที่ตัวเองนึกขึ้นมา

ผลดีของหลักสูตร

การเรียนหลักสูตร สมาร์ท เบรนอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิด

  1. เลิกวิธีการคำนวณแบบเก่า
    การเรียนทักษะพิเศษนี้จะช่วยให้เด็กสามารถคำนวณตัวเลขออกมาได้รวดเร็ว และแม่นยำ

  2. ช่วยให้เด็กมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น
    เทคนิคการใช้นิ้วมือจะช่วยกระตุ้นการคำนวณของสมองฝั่งซ้ายและขวาพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างร่างกาย
    และจิตใจ

  3. นำประโยชน์จากระบบสมองของมนุษย์มาใช้ให้ได้ผลมากที่สุด
    นักวิทยาศาสตร์พบว่า มนุษย์นำความสามารถที่ซ่อนเร้นของสมองมาใช้เพียง 1 ใน 10 เท่านั้น ซึ่งหลักสูตร
    สมาร์ท เบรน จะช่วยให้เด็กนำสมบัติล้ำค่าที่มีในสมองมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด และยังช่วยให้เด็ก
    สามารถเอาชนะอุปสรรคต่างๆได้อย่างง่ายดาย

  4. สร้างความมั่นใจในตนเองให้กับเด็ก
    หลังจากฝึกทักษะในบทเรียนของ สมาร์ท เบรน แล้ว เด็กจะได้รับการฝึกฝนเกี่ยวกับตัวเลขจนคุ้นเคย และ
    ด้วยเหตุนี้พวกเขาจะไม่รู้สึกเกลียดตัวเลขอีกต่อไป และสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยความมั่นใจ

  5. ช่วยส่งเสริมให้เด็กมีสมาธิมากขึ้น
    สมาร์ท เบรน ไม่เพียงแต่ช่วยให้เด็กมีความสนใจในเรื่องตัวเลขเท่านั้น หากยังช่วยฝึกให้เด็กมีความเข้าใจ
    ในตัวเลขมากขึ้น

ความยาก/ง่าย ของหลักสูตร

เลขคณิตคิดในใจเป็นความสามารถพิเศษที่ติดตัวมาแต่กำเนิด

  • บางคนคิดว่า ผู้ที่ฉลาดและเก่งเท่านั้นที่สามารถเรียนหลักสูตรนี้ได้ แต่ในความเป็นจริง ใครก็ตามที่เรียนรู้วิธีการใช้ลูกคิด จะสามารถเข้าใจหลักสูตรนี้ได้ดังนั้นผู้ที่ฝึกทักษะอย่างขยันหมั่นเพียรสม่ำเสมอก็จะมีความเชี่ยวชาญในหลักสูตรนี้ได้ไม่ยาก ในการเรียนรู้ให้เชี่ยวชาญใช้เวลาไม่นาน

  • หลักสูตรสมาร์ท เบรน เช่นเดียวกับการฝึกทักษะอื่นๆ คือ ต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องเพื่อจะได้มีความรู้ในเรื่องนั้นๆ อย่างแตกฉานซึ่งต้องผ่านการเรียนรู้อย่างมีระบบอาศัยความอดทนในการฝึกฝนผ่าน การทดสอบในแต่ละขั้นเพื่อความมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเป้าหมายของเราในการเรียนหลักสูตรจะเป็นไปอย่างตื่นเต้น เร้าใจ ง่ายมีความสนุกสนาน และเข้าใจหลักสูตรในระยะอันสั้น

  • ขณะนี้หลักสูตร สมาร์ท เบรน ได้รับการรับรอง และยอมรับจากสถาบันการศึกษานานาประเทศ เช่น อเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี สิงค์โปร ไต้หวัน นิวซีแลนด์ บราซิล มาเลเซีย อินโดนีเซียฟิลิปปินส์ ฯลฯ สำหรับสมาร์ทเบรน ประเทศไทย เริ่มดำเนินการเรียนการสอน เมื่อปี พ.ศ.2539 และปัจจุบันมีสาขาอยู่กว่า 100 สาขาทั่วประเทศ

ผลที่คาดว่าเด็กจะได้รับ/โอกาสทองของเด็ก

  1. พลังสมอง
    ในสมองของมนุษย์ทั้งสองฝั่ง คือ ซ้ายและขวา จะทำงานสัมพันธ์กันเกิดการเชื่อมต่อ กันของระบบสมองสร้างพลัง เกิดการเคลื่อนไหวในการรับรู้ตลอดเวลา ตั้งแต่อายุ 6 – 15 ปี ดังนั้นในช่วงอายุสมองนี้ จำเป็นต้องสร้างพลังให้ได้
    มากที่สุด การมีสมาธิ การใช้การวิเคราะห์ข้อมูลจะเกิดสัมฤทธิ์ผลอย่างมาก

  2. พลังความจำ
    เมื่อคลื่นสมองได้รับการพัฒนาทั้งสองฝั่งแล้ว โดยวิธีการของหลักสูตร สมาร์ท เบรนคือ ใช้ลูกคิด เพื่อสร้างพลังสมองฝั่งซ้าย ใช้วิธีการจินตภาพเพื่อสร้างพลังสมองฝั่งขวาในระดับที่ 1 และ 2 หลังจากนั้นสมองทั้งสองฝั่งจะทำงานสัมพันธ์กัน เกิดพลังความจำที่ดีขึ้น

  3. พลังสร้างชาติ
    เมื่อเยาวชนไทยเกิดพลังสมอง พลังความจำแล้ว เยาวชนไทยจะเป็นเยาวชน ที่มีคุณภาพสูง มีความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสังคม และประเทศชาติในอนาคตอย่างแน่นอน

สมองของเรา

ความสามารถทางสติปัญญาของเด็ก จะต้องได้รับการพัฒนาก่อนอายุ 12 ปี การวิจัยแสดงให้เห็นว่าการเจริญเติบโตทางสติปัญญาในวัยเด็กมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วก่อนอายุ 12 ปี ระดับการพัฒนาทาง สติปัญญาของเด็กที่มีอายุระหว่างนี้มีอิทธิพลย่างมากต่ออนาคตของเด็ก เด็กที่ได้รับการเรียนรู้ทางสติปัญญาในอายุระหว่างนี้ จะยังคงรักษาความเฉลียวฉลาดไว้ตราบจนอายุ 70 ปี หากเด็กคนใดที่ขาดการเรียนรู้ที่จะพัฒนาทางสติปัญญาแล้ว ความสามารถทางพลังสมองของเขาจะลดลงเป็นอย่างมาก เมื่อเริ่มเข้าสู่อายุ 20 ปี